หากพูดถึงพื้นไม้จริงหลายคนอาจนึกถึงความสวยงามที่มีเอกลักษณ์ ลายไม้ธรรมชาติที่ไม่ซ้ำกัน และบรรยากาศอบอุ่นแบบที่วัสดุอื่นให้ไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน งานไม้จริงแบบ Solid Wood ก็มีข้อจำกัดเรื่องการยืดหด โก่ง บิดตัว รวมถึงราคาที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างประเทศไทย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ พื้นไม้เอ็นจิเนียร์แบบ Multi-layer กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมของเจ้าของบ้าน สถาปนิก และนักออกแบบยุคใหม่ เพราะยังคงมีผิวหน้า Top บนสุดของแผ่นไม้ ที่เป็นไม้จริง และถูกออกแบบโครงสร้างภายในใหม่ให้แข็งแรง เสถียร และเหมาะกับการใช้งานจริงมากกว่า พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ Multilayer ของ K.S. WOOD จึงตอบโจทย์ทั้งความสวยงาม ความทนทาน และความคุ้มค่าได้ในวัสดุเดียว

K.S. WOOD ที่อยู่ในวงการไม้พื้นมากว่า 17 ปี เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย พร้อมติดตั้ง โดยช่างที่เชี่ยวชาญและชำนาญการพิเศษ ได้รับการไว้วางใจ ทั้งงานบ้านพักอาศัยส่วนบุคคล บ้านโครงการระดับ Luxury คอนโดมิเนียม รีสอร์ต รวมพื้นที่มากกว่า 300,000 ตารางเมตร ดังนั้น ทีมงาน K.S. WOOD จึงพาทุกท่านมาเจาะลึกโครงสร้างของไม้พื้นเอ็นจิเนียร์แบบ Multilayer

พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ Multilayer คืออะไร?
ไม้พื้นเอ็นจิเนียร์ (Engineered Wood Flooring) คือไม้พื้นที่ผลิตขึ้นจากการนำ ‘ไม้จริง’ มาประกอบเข้ากับโครงสร้างไม้หลายชั้น โดยชั้นบนสุด (Top Veneer) เป็นไม้จริงตามธรรมชาติ จากป่าปลูกเพื่องานอุตสาหกรรม ส่วนแกนกลางหรือชั้น Core Layer จะเป็นชั้นไม้ที่เรียงสลับเสี้ยนไม้แบบ Cross Layer เพื่อช่วยลดการขยายตัวและการบิดงอของไม้
สำหรับไม้พื้นเอ็นจิเนียร์แบบ Multilayer ของ K.S. WOOD จะมีโครงสร้างหลายชั้นที่ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของแผ่นไม้โดยเฉพาะ ทำให้สามารถใช้งานได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น และรองรับการติดตั้งได้หลากหลายรูปแบบ

โครงสร้างหลักของไม้พื้นเอ็นจิเนียร์ Multilayer
- ชั้นผิวหน้าไม้จริง (Real Wood Veneer)
- ชั้น Core ไม้หลายชั้นแบบ Cross Layer
- ชั้น Balance ด้านล่างเพื่อควบคุมแรงดึงและการยืดหด
- เคลือบผิว UV Coating เพิ่มความทนทานต่อรอยขีดข่วน
ซึ่งกระบวนต่าง ๆ เหล่านี้ยังให้สัมผัสและความสวยงาม คงเอกลักษณ์ของงานไม้ธรรมชาติดั้งเดิมเอาไว้ แต่มีเสถียรภาพมากกว่าไม้จริง Solid
ไม้เอ็นจิเนียร์ไม่ใช่ไม้อัด
หลาย ๆ คนยังเข้าใจผิดเรื่องนี้กัน ซึ่งความจริงแล้ว ทั้งด้านวัสดุ กระบวนการผลิตไม้เอ็นจิเนียร์และไม้อัดนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนั้นไม้เอ็นจิเนียร์จึงไม่ใช่ไม้อัดในทุกแง่
เพื่อความเข้าใจมากขึ้น ทางทีม product ของ K.S. WOOD เคยให้ข้อมูลและอธิบายอย่างกระชับและชัดเจน ในคลิปข้างล่างนี้
ทำไมคนรักพื้นไม้จริง ถึงเลือกไม้เอ็นจิเนียร์ Multilayer?
หลายคนเข้าใจผิดว่าไม้เอ็นจิเนียร์ไม่ใช่ไม้จริง แต่ในความเป็นจริง ทุกชั้น หรือ ทุก Layer ของไม้เอ็นจิเนียร์ ผลิตจากไม้จริง ซึ่งชั้นผิวหน้าบนสุดของไม้เอ็นจิเนียร์คือ ไม้จริงคัดเกรดพิเศษ ให้ความพรีเมี่ยม และ Luxury สะท้อนความสวยงาม ลายไม้ธรรมชาติ สีไม้ และ Texture ที่แตกต่างกันในแต่ละแผ่น ตามเอกลักษณ์ของไม้ชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้โอ๊ค ไม้สัก ไม้วอลนัท
สิ่งที่แตกต่างคือ ‘โครงสร้างภายใน’ ที่ถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาที่มักพบในไม้จริง เช่น
- ไม้โก่งหรือบิดตัว
- ร่องไม้ห่างเมื่อเจอสภาพอากาศเปลี่ยน
- การยืดหดจากความชื้น
- การติดตั้งที่ยุ่งยาก
- ราคาสูง
ไม้พื้นเอ็นจิเนียร์ Multilayer ที่สามารถแก้ไขปัญหา หรือ Pain Points เหล่านี้ของไม้จริงแบบ Solid Wood ได้ จึงกลายเป็นทางเลือกที่ยังคงให้สัมผัสและความสวยงามของไม้จริงตามธรรมชาติ แต่ดูแลง่ายกว่า และเหมาะกับบ้านยุคใหม่มากกว่า จะเห็นได้ว่า บ้านเดี่ยวโครงการมูลค่าสูงหลัก 50 ล้านขึ้นไป ยังเลือกใช้ไม้เอ็นจิเนียร์ของ K.S. WOOD นั่นหมายความว่า ไม้พื้นเอ็นจิเนียร์ตอบโจทย์ด้านความหรูหราและพรีเมียมอย่างมาก

จุดเด่นของไม้พื้นเอ็นจิเนียร์ Multilayer จาก K.S. WOOD
- ผิวหน้าเป็นไม้จริง ให้ความรู้สึก Luxury แบบธรรมชาติ พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ยังคงเอกลักษณ์ของไม้จริง ทั้งลวดลาย สี และผิวสัมผัส ช่วยเพิ่มบรรยากาศอบอุ่นและหรูหราให้กับพื้นที่
- โครงสร้างหลายชั้น ลดปัญหาโก่ง บิด และยืดหด โครงสร้างแบบ Multilayer ช่วยกระจายแรงและลดการเคลื่อนไหวของไม้ ทำให้พื้นมีเสถียรภาพสูงกว่าไม้ Solid ทั่วไป
- เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย ประเทศไทยมีอุณหภูมิและความชื้นเปลี่ยนแปลงตลอดปี พื้นไม้เอ็นจิเนียร์จึงตอบโจทย์มากกว่า เพราะรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ดี
- ติดตั้งง่ายกว่า สามารถติดตั้งได้ทั้งแบบปูกาว PU โดยตรงและแบบรองพื้นด้วยไม้อัด แล้วติดกาวยิงลิ้น ลดระยะเวลาในการทำงานหน้างาน
- ราคาคุ้มค่ากว่าไม้จริง Solid ได้ความสวยงามของไม้จริง แต่ใช้งบประมาณน้อยกว่า และลดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาในระยะยาว
ตารางเปรียบเทียบ ไม้เอ็นจิเนียร์ Multilayer VS ไม้จริง Solid
| คุณสมบัติ | ไม้เอ็นจิเนียร์ Multilayer | ไม้จริง Solid |
| Top หน้าไม้ | ไม้จริง | ไม้จริง |
| ความเสถียรของแผ่นไม้ | สูง เนื่องจากการผลิตแบบ Multilayer | ทั่วไป |
| การยืดหดจากความชื้น | น้อยกว่า | สูงกว่า |
| โอกาสโก่ง/บิดตัว | ต่ำ | สูงกว่า |
| การติดตั้ง | วิธีติดตั้งง่าย มีหลากหลายวิธี | ใช้วิธีติดตั้งทั่วไป |
| เหมาะกับอากาศเมืองไทย | ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับสภาพอากาศประเทศไทย | ต้องดูแลมาก ตามคุณสมบัติของไม้จริงทั่วไป |
| ราคา | คุ้มค่ากว่า | สูงกว่า |
| การดูแลรักษา | ง่ายกว่า | ต้องดูแลมากกว่า |

ข้อดีและข้อเสียของพื้นไม้เอ็นจิเนียร์
แน่นอนว่าทุกวัสดุ มักมีทั้งข้อดีและข้อเสียเสมอ ขึ้นอยู่ว่าจะมากหรือน้อย และข้อเสียที่ว่าต้องรับมืออย่างไรบ้าง
ข้อดีของพื้นไม้เอ็นจิเนียร์
1. มีผิวสัมผัส ลวดลายต่าง ๆ เหมือนไม้จริงตามธรรมชาติ
พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ผลิตจากไม้จริงทุกชั้น และชั้นท็อปบนสุดของแผ่นไม้ เป็นไม้จริงคัดเกรดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นไม้โอ๊ค ไม้วอลนัท หรือไม้สักพม่า นำมาทำสีต่าง ๆ แต่ยังคงเอกลักษณ์ของไม้แต่ละชนิดเอาไว้ ไม้พื้นเอ็นจิเนียร์จึงมีความสวยงามของลายไม้ และ Texture แบบธรรมชาติ เหมาะสำหรับคนที่ชอบฟีลลิ่งของงานไม้จริง
2. เสถียรกว่าไม้จริงแบบ Solid Wood
ด้วยโครงสร้างแกนกลาง หรือ Core Layer แบบหลายชั้น (Multilayer) ที่วางสลับเสี้ยนไม้ ช่วยลดการยืดหด โก่ง หรือบิดตัวจากอุณหภูมิและความชื้นได้ดีกว่าไม้จริงทั้งแผ่น นับว่าเป็นนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อปัญหาของไม้จริงเลยก็ว่าได้
3. เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย
อากาศร้อนชื้นทำให้ไม้จริงมีโอกาสขยายตัวสูง แต่ไม้เอ็นจิเนียร์ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ดีกว่า และแผ่นรองหลัง(ชั้นล่างสุด) หรือ Back Layer ผลิตจากไม้บีชเนื้อแข็ง พร้อมพ่นเคลือบกันความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ความชื้นแทรกซึมไปถึงชั้นแกนกลางได้
4. ติดตั้งง่าย และใช้เวลาน้อยกว่า
สามารถติดตั้งได้ทั้งแบบกาว และ sub floor ทำให้หน้างานสะอาด ติดตั้งเร็ว และลดระยะเวลาได้มาก
5. ราคาคุ้มค่ากว่าไม้จริง Solid Wood
ไม้พื้นเอ็นจิเนียร์ ยังได้ความสวยงามของไม้จริง แต่ใช้งบประมาณน้อยกว่าไม้ Solid Wood และลดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาในระยะยาว
6. รองรับการใช้งานหลากหลาย
ไม้พื้นเอ็นจิเนียร์ของ K.S. WOOD ถูกเลือกใช้ในงานที่หลากหลายมาก ตั้งแต่บ้านพักอาศัยระบบ Super Luxury ราคามากกว่า 50 ล้านขึ้นไป งานบ้านโครงการ เพนต์เฮาส์มูลค่าสูง งานคอนโดมิเนียม โรงแรม ร้านอาหาร และพื้นที่ Commercial มากมาย
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ไม้พื้นเอ็นจิเนียร์ตอบโจทย์งานพื้นภายในได้หลากหลายมาก
7. สามารถขัดทำสีใหม่ได้
ไม้เอ็นจิเนียร์บางรุ่นที่มีชั้นไม้จริงหนาพอ สามารถขัดและเคลือบผิวใหม่เพื่อยืดอายุการใช้งานได้ แต่ไม่ค่อยนิยมมาก ไม่ว่าจะเป็นพื้นไม้จริงทั้งแผ่นหรือไม้เอ็นจิเนียร์ก็ตาม เพราะการขัดสีมักจะทำให้หน้าไม้ไม่เสมอกันได้ ส่วนใหญ่จึงนิยมปรับปรุงด้วยการเปลี่ยนแผ่นไม้เฉพาะจุดแทน
8. ไม้พื้นเอ็นจิเนียร์ราคาย่อมเยากว่าไม้จริง
นอกจากการใช้เทคโนโลยีปรับโครงสร้างภายในของชิ้นไม้เพื่อแก้ปัญหาและข้อจำกัดของไม้จริงแล้ว เรื่องราคาที่ย่อมเยากว่าของไม้เอ็นจิเนียร์ แต่ยังได้งานสัมผัสและสวยงามเหมือนไม้จริง จึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์อย่างมาก เหตุผลที่สำคัญที่คนนิยมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
ข้อเสียของพื้นไม้เอ็นจิเนียร์
1. ไม่สามารถแช่น้ำได้เหมือนวัสดุกันน้ำ 100%
แม้จะเสถียรกว่าไม้จริง แต่พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ยังมีส่วนประกอบของไม้จริง จึงไม่เหมาะกับการโดนน้ำขังเป็นเวลานาน และไม่ควรใช้ในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง เช่น บริเวณห้องน้ำโซนแห้ง
2. คุณภาพแตกต่างกันตามโครงสร้างและวัสดุ
ไม้เอ็นจิเนียร์ในตลาดที่ราคาถูกบางรุ่น มีการผลิตชั้นแกนกลาง หรือ Core layer ที่คุณภาพต่ำ หรือใช้กาวที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เกิดปัญหาโก่ง พอง หรืออายุใช้งานสั้น
3. ขัดผิวได้จำกัดกว่าไม้ Solid
จำนวนครั้งในการขัดขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นไม้จริงด้านบน จึงขัดซ้ำได้ไม่มากเท่าไม้จริงทั้งแผ่น
4. ราคาสูงกว่าพื้นลามิเนตหรือ SPC บางประเภท
แม้จะถูกกว่าไม้จริง Solid แต่ยังถือว่าเป็นวัสดุ Premium เมื่อเทียบกับพื้นสังเคราะห์ทั่วไป

ข้อควรระวังในการใช้งานพื้นไม้เอ็นจิเนียร์
1. หลีกเลี่ยงน้ำขังและความชื้นสะสม
แม้โครงสร้างจะเสถียร แต่หากมีน้ำซึมหรือน้ำขังต่อเนื่อง อาจทำให้ไม้บวม หรือชั้นไม้แยกตัวได้
คำแนะนำสำหรับการดูแล
- เช็ดน้ำทันทีเมื่อหก
- ไม่ควรใช้ผ้าชุ่มน้ำมากเกินไปถูพื้น
- ตรวจสอบจุดเสี่ยง เช่น หน้าห้องน้ำ หรือพื้นที่ใกล้ประตูภายนอก
2. ตรวจสอบความชื้นของพื้นก่อนติดตั้ง
หากพื้นปูนยังมีความชื้นสูง อาจทำให้ไม้เกิดการยืดตัวหรือเสียรูปในอนาคต
แนะนำเพิ่มเติมสำหรับงานติดตั้ง
- ควรวัดค่าความชื้นก่อนติดตั้ง
- ควรมีโฟร์แมนสำรวจหน้างานก่อน
- ใช้ช่างที่มีประสบการณ์ในการติดตั้ง
3. หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดโดยตรง
แสง UV และความร้อนสูงต่อเนื่อง อาจทำให้สีไม้ซีดหรือเกิดการยืดหดมากกว่าปกติ แม้จะมีการเคลือบผิวหน้าแล้วก็ได้ แต่การบำรุงรักษา จะช่วยยืดอายุการใช้งานของไม้เอ็นจิเนียร์ให้สวยงามได้ยาวนานขึ้น
คำแนะนำ
- ใช้ม่านกรองแสง
- ติดฟิล์มกระจกในพื้นที่แดดแรง
4. เลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน Formaldehyde ต่ำ
ควรเลือกไม้เอ็นจิเนียร์ที่ผ่านมาตรฐาน E0 หรือ Super E0 เพื่อความปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กและผู้สูงอายุ
5. ใช้แผ่นรองใต้เฟอร์นิเจอร์
เพื่อป้องกันรอยกด รอยขีดข่วน และยืดอายุผิวหน้าไม้
พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ คือทางเลือกที่ผสมผสานทั้งข้อดีของไม้จริงและนวัตกรรมวัสดุยุคใหม่เข้าด้วยกัน ช่วยลดปัญหาหลักของไม้ Solid Wood แบบดั้งเดิม ทั้งเรื่องการยืดหด โก่งตัว และการดูแลรักษา แต่ยังคงความสวยงามแบบธรรมชาติไว้อย่างครบถ้วน หากเลือกผลิตภัณฑ์คุณภาพดีและติดตั้งอย่างถูกต้อง ก็สามารถใช้งานได้อย่างสวยงามและยาวนานในระยะยาว

กระบวนการผลิตไม้พื้นเอ็นจิเนียร์ Multilayer
ไม้พื้นเอ็นจิเนียร์ Multilayer ของ K.S. WOOD ผ่านกระบวนการผลิตที่เน้นทั้งความแข็งแรง ความสวยงาม และความปลอดภัยในการใช้งาน
ขั้นตอนการผลิตหลัก
- คัดเลือกไม้จริงคุณภาพสูง เลือกใช้เป็นชั้น Top บนสุด เพื่อคงความสวยงามและเอกลักษณ์ของไม้จริงแต่ละประเภทเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
- ผลิตชั้น Core แบบ Multilayer นำไม้หลายชั้นมาเรียงสลับเสี้ยนไม้ (Cross Grain Structure) เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและลดการยืดหด ใช้ไม้ชนิดเดียวกันทั้งไม้ ไม่ใช่ผงเศษไม้นำมาขึ้นรูป
- ใช้กาวคุณภาพสูง มีมาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน ช่วยยึดเกาะชั้นไม้ให้แข็งแรง พร้อมควบคุมค่าการปลดปล่อยสาร Formaldehyde ให้อยู่ในระดับปลอดภัย และมีการลงน้ำยากันปลวกในเนื้อกาว แทรกซึมในทุกชั้น เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาปลวก
- เคลือบผิวด้วย UV Coating เพิ่มความทนทานต่อรอยขีดข่วน คราบสกปรก และช่วยยืดอายุการใช้งาน
มาตรฐานความปลอดภัย Super E0 ลดการปลดปล่อยสาร Formaldehyde
อีกหนึ่งจุดสำคัญของไม้พื้นเอ็นจิเนียร์คือ ‘ค่าการปลดปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde Emission)’ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณภาพอากาศภายในบ้านโดยตรง และความปลอดภัยของผู้พักอาศัยในระยะยาว ที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด
ไม้พื้นเอ็นจิเนียร์ของ K.S. WOOD ผ่านการทดสอบเรื่องการปลดปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ ระดับ E0 ตามมารฐานยุโรป และผ่านระดับ Super E0 (JIS / F☆☆☆☆) กำหนดโดย The Japanese Industrial Standards Committee (JISC) ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานญี่ปุ่น 🇯🇵 กับการควบคุมค่าการปล่อยฟอร์มาลดีไฮด์อย่างเข้มงวด เป็นหนึ่งในมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับสูง
ดังนั้น มั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์ไม้พื้นเอ็นจิเนียร์จาก K.S. WOOD ปลอดภัยต่อผู้พักอาศัยระยะยาว
ข้อดีของมาตรฐาน Super E0
- ลดการสะสมสารระเหยภายในบ้าน
- ปลอดภัยต่อระบบทางเดินหายใจ
- เหมาะกับบ้านปิดและระบบปรับอากาศ
- ตอบโจทย์บ้านยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ
ไม้พื้นเอ็นจิเนียร์ เหมาะกับใครบ้าง?
- เจ้าของบ้านที่ชอบฟีลไม้จริง
- บ้านสมัยใหม่ที่ต้องการความเสถียรของพื้น
- คอนโดและโครงการระดับ Premium
- สถาปนิกและนักออกแบบที่ต้องการวัสดุไม้จริงใช้งานง่าย
- ผู้ที่ต้องการลดปัญหาไม้โก่ง ร่องห่าง และการดูแลรักษาระยะยาว
K.S. WOOD ผลิตและจำหน่ายไม้พื้นเอ็นจิเนียร์พร้อมติดตั้งมานานกว่า 17 ปี ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามากมาย หากใครกำลังมองหาสินค้าปูพื้น สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ราคาเริ่มต้นที่ 2,250/ตร.ม. มีให้เลือกทั้งไม้โอ๊ค ไม้สัก และไม้วอลนัท
Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไม้พื้นเอ็นจิเนียร์
ไม้พื้นเอ็นจิเนียร์คือไม้จริงไหม?
เป็นไม้จริง โดยชั้นผิวหน้าทำจากไม้จริงแท้ จึงยังคงลวดลายและสัมผัสธรรมชาติของไม้จริง
ไม้เอ็นจิเนียร์ Multilayer ต่างจากไม้จริง Solid ยังไง?
ไม้เอ็นจิเนียร์ถูกออกแบบโครงสร้างหลายชั้นเพื่อช่วยลดการยืดหด บิดตัว และเพิ่มเสถียรภาพในการใช้งาน
ไม้พื้นเอ็นจิเนียร์สามารถขัดทำสีใหม่ได้ไหม?
ได้ ขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นไม้จริงด้านบน โดยสามารถขัดและเคลือบผิวใหม่เพื่อยืดอายุการใช้งานได้
มาตรฐาน Super E0 ปลอดภัยอย่างไร?
Super E0 คือมาตรฐานที่ควบคุมการปลดปล่อยสาร Formaldehyde ให้อยู่ในระดับต่ำมาก ช่วยให้คุณภาพอากาศภายในบ้านปลอดภัยมากขึ้น






