ไม้ระแนงwpc

ไม้ระแนงwpc

Premium WOOD PLASTIC COMPOSITE LATH 25-Year Warranty

Premium WOOD PLASTIC COMPOSITE LATH 25-Year Warranty

ไม้ระแนงWPC คุณภาพสูง จาก K.S. WOOD รับประกันสูงสุด25ปี

ระแนงไม้เทียมWPC ภายนอก จาก K.S. WOOD ออกแบบมาเพื่อการใช้งานทั้งภายในและภายนอกอาคาร
ด้วยเทคโนโลยีการผลิตแบบ Co-Extrusion ช่วยเพิ่มความทนทานต่อแดด ฝน
ความชื้น และรอยขีดข่วน พร้อมผิวหน้าลายไม้ธรรมชาติแบบ Naturale Texture
ให้ความรู้สึกเสมือนไม้จริง แต่แข็งแรงและทนทานกว่าอย่างชัดเจน วัสดุมีคุณสมบัติ
กันน้ำ 100% ไม่ผุ ไม่บวม ปลอดปลวก ดูแลรักษาง่าย ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล
ระแนงไม้เทียมราคา คุณภาพสูง และผ่านมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล เช่น LEED และ EPD จึงเหมาะ
สำหรับงานฝ้า ผนัง และงานตกแต่งอาคาร ทั้งบ้านพักอาศัย คอนโด รีสอร์ต
ร้านอาหาร ไปจนถึงโครงการระดับพรีเมียมที่ต้องการวัสดุสวยงาม แข็งแรง และ
เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ระแนงไม้เทียมWPC ภายนอก จาก K.S. WOOD ออกแบบมาเพื่อการใช้งานทั้งภายในและภายนอกอาคาร ด้วยเทคโนโลยีการผลิตแบบ Co-Extrusion ช่วยเพิ่มความทนทานต่อแดด ฝน ความชื้น และรอยขีดข่วน พร้อมผิวหน้าลายไม้ธรรมชาติแบบ Naturale Texture ให้ความรู้สึกเสมือนไม้จริง แต่แข็งแรงและทนทานกว่าอย่างชัดเจน วัสดุมีคุณสมบัติ กันน้ำ 100% ไม่ผุ ไม่บวม ปลอดปลวก ดูแลรักษาง่าย ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล ระแนงไม้เทียมราคาคุณภาพสูง และผ่านมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล เช่น LEED และ EPD จึงเหมาะสำหรับงานฝ้า ผนัง และงานตกแต่งอาคาร ทั้งบ้านพักอาศัย คอนโด รีสอร์ต ร้านอาหาร ไปจนถึงโครงการระดับพรีเมียมที่ต้องการวัสดุสวยงาม แข็งแรง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ระแนงไม้เทียมWPC ภายนอก จาก K.S. WOOD ออกแบบมาเพื่อการใช้งาน
ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ด้วยเทคโนโลยีการผลิต
แบบ Co-Extrusion ช่วยเพิ่มความทนทานต่อแดด
ฝน ความชื้น และรอยขีดข่วน พร้อมผิวหน้าลายไม้
ธรรมชาติแบบ Naturale Texture ให้ความรู้สึก
เสมือนไม้จริง แต่แข็งแรงและทนทานกว่าอย่างชัดเจน
วัสดุมีคุณสมบัติ กันน้ำ 100% ไม่ผุ ไม่บวม ปลอดปลวก
ดูแลรักษาง่าย ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลคุณภาพสูง
และผ่านมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล เช่น LEED
และ EPD
จึงเหมาะสำหรับงานฝ้า ผนัง และงานตกแต่ง
อาคาร ทั้งบ้านพักอาศัย คอนโด รีสอร์ต ร้านอาหาร
ไปจนถึงโครงการระดับพรีเมียมที่ต้องการวัสดุสวยงาม
แข็งแรง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ระแนงไม้เทียม_K.S.WOOD

สินค้าและราคาระแนงไม้เทียม

โรงงานผลิตไม้ระแนง WPC ราคา675/เส้น มาตรฐานยุโรป
มีอุปกรณ์ติดตั้ง และตัวจบงาน ให้เลือกหลายรูปแบบ พร้อมให้คำปรึกษา
ขอใบเสนอราคาวันนี้รับราคาพิเศษลดสูงสุด 15%*
มั่นใจได้ด้วยทีมงานประสบการณ์การกว่า 17 ปี

ระแนงไม้เทียมWPC K.S. WOOD รุ่น NewTechWood เคลือบผิวพิเศษ UHL-104

฿1,035.00

ราคา/เส้น(สีสต็อค)

ระแนงไม้เทียมWPC K.S. WOOD รุ่น NewTechWood เคลือบผิวพิเศษ UHL-202

฿915.00

ราคา/เส้น(สีสต็อค)

ระแนงไม้เทียมWPC K.S. WOOD รุ่น NewTechWood เคลือบผิวพิเศษ UHL-204

฿1,350.00

ราคา/เส้น(สีสต็อค)

ระแนงไม้เทียม K.S. WOOD รุ่น SOCIO WOOD ลายปัดเสี้ยน HL-101

฿255.00

/เส้น

ระแนงไม้เทียม K.S. WOOD รุ่น SOCIO WOOD ลายปัดเสี้ยน HL-104

฿525.00

/เส้น

ระแนงไม้เทียม K.S. WOOD รุ่น SOCIO WOOD ลายปัดเสี้ยน HL-202

฿395.00

/เส้น

ระแนงไม้เทียม K.S. WOOD รุ่น SOCIO WOOD ลายปัดเสี้ยน HL-204

฿765.00

/เส้น

ระแนงไม้เทียม K.S. WOOD รุ่น SOCIO WOOD ลายปัดเสี้ยน HL-206

฿900.00

/เส้น

ระแนงไม้เทียมWPC K.S. WOOD รุ่น NewTechWood เคลือบผิวพิเศษ UHL-102

฿675.00

ราคา/เส้น(สีสต็อค)

ระแนงไม้เทียม K.S. WOOD รุ่น SOCIO WOOD ลายปัดเสี้ยน HL-102

฿315.00

/เส้น

ระแนงไม้เทียมWPC K.S. WOOD รุ่น NewTechWood เคลือบผิวพิเศษ UHL-102

฿675.00

ราคา/เส้น(สีสต็อค)

ระแนงไม้เทียมWPC K.S. WOOD รุ่น NewTechWood เคลือบผิวพิเศษ UHL-204

฿1,350.00

ราคา/เส้น(สีสต็อค)

ระแนงไม้เทียมWPC K.S. WOOD รุ่น NewTechWood เคลือบผิวพิเศษ UHL-202

฿915.00

ราคา/เส้น(สีสต็อค)

ระแนงไม้เทียมWPC K.S. WOOD รุ่น NewTechWood เคลือบผิวพิเศษ UHL-104

฿1,035.00

ราคา/เส้น(สีสต็อค)

ระแนงไม้เทียม K.S. WOOD รุ่น SOCIO WOOD ลายปัดเสี้ยน HL-102

฿315.00

/เส้น

ระแนงไม้เทียม K.S. WOOD รุ่น SOCIO WOOD ลายปัดเสี้ยน HL-206

฿900.00

/เส้น

ระแนงไม้เทียม K.S. WOOD รุ่น SOCIO WOOD ลายปัดเสี้ยน HL-204

฿765.00

/เส้น

ระแนงไม้เทียม K.S. WOOD รุ่น SOCIO WOOD ลายปัดเสี้ยน HL-202

฿395.00

/เส้น

ระแนงไม้เทียม K.S. WOOD รุ่น SOCIO WOOD ลายปัดเสี้ยน HL-104

฿525.00

/เส้น

ระแนงไม้เทียม K.S. WOOD รุ่น SOCIO WOOD ลายปัดเสี้ยน HL-101

฿255.00

/เส้น

อุปกรณ์เสริม ไม้ระแนงWPC

NTW ตัวปิดหัว-ท้าย ระแนงไม้เทียม ขนาด102

฿40.00

ชิ้น

NTW ตัวปิดหัว-ท้าย ระแนงไม้เทียม ขนาด104

฿45.00

ชิ้น

NTW ตัวปิดหัว-ท้าย ระแนงไม้เทียม ขนาด 202

฿45.00

ชิ้น

NTW ตัวปิดหัว-ท้าย ระแนงไม้เทียม ขนาด 204

฿50.00

ชิ้น

เหล็กตัว U สำหรับติดตั้งไม้ระแนง

Price range: ฿45.00 through ฿50.00

ชิ้น

อุปกรณ์ติดตั้งไม้ระแนง คลิปปะกบ เหล็กฉาก

Price range: ฿17.00 through ฿125.00

FEATURE

จุดเด่นผลิตภัณฑ์ระแนงไม้เทียมภายนอก

หุ้มด้วยโพลีเมอร์

วงกลมกลวงเล็ก
แข็งแรงได้มาตรฐาน

วงกลมกลวงเล็ก แข็งแรงได้มาตรฐาน

เห็ด รา ไม่ขึ้น

ใช้สำหรับงานภายนอกได้ดี
เปียกนํ้าได้ ไม่บวมนํ้า

ใช้สำหรับงานภายนอกได้ดี เปียกนํ้าได้ ไม่บวมนํ้า

ใช้สำหรับงานภายนอกได้ดี
เปียกนํ้าได้ ไม่บวมนํ้า

ทนทานต่อแสงแดดจ้า
และรังสี UV สีไม่ซีดจาง

ทนทานต่อแสงแดดจ้า และรังสี UV สีไม่ซีดจาง

สวยเหมือนไม้ธรรมชาติ
สัมผัสธรรมชาติได้ในบ้านคุณ

สวยเหมือนไม้ธรรมชาติ สัมผัสธรรมชาติได้ในบ้านคุณ

สวยเหมือนไม้ธรรมชาติ
สัมผัสธรรมชาติได้ในบ้านคุณ

ติดตั้งง่าย ไม่ยุ่งยาก

ติดตั้งง่าย
ไม่ยุ่งยาก

ปลอดภัยไร้เสี้ยนไม้

ไม้ไม่บิด ไม่โก่ง
ไม่แตกหักง่าย

ไม้ไม่บิด ไม่โก่ง
ไม่แตกหักง่าย

ปลวกไม่กินเนื้อไม้

ทนทานต่อล้อเลื่อน
และแรงกระแทก

ทนทานต่อล้อเลื่อนและแรงกระแทก

ทนทานต่อความร้อนได้ดีมาก

ทนทานต่อความร้อน
ได้ดีมาก

ไม่ต้องทาสี
ตลอดอายุการใช้งาน

ไม่ต้องทาสีตลอดอายุการใช้งาน

ระบบคลิปล็อก
ป้องกันการเลื่อนของแผ่นไม้

ระบบคลิปล็อก ป้องกันการเลื่อนของแผ่นไม้

ระบบคลิปล็อก ป้องกัน
การเลื่อนของแผ่นไม้

CERTIFICATES

ระบบมาตรฐานคุณภาพระแนงไม้เทียมภายนอก

ระแนงไม้เทียม คืออะไร?

ระแนงไม้เทียม (หรือ Wood Plastic Composite – WPC) คือ วัสดุทดแทนไม้ธรรมชาติที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของไม้จริง โดยเกิดจากการนำ ผงไม้ธรรมชาติ มาผสมกับ พลาสติก (มักเป็น PE, PVC หรือ PP) และสารเติมแต่งต่าง ๆ แล้วนำไปผ่านกระบวนการรีดขึ้นรูปให้มีลักษณะเป็นเส้นยาวหรือเป็นแผงตามต้องการ

ประเภทของระแนงไม้เทียม (แบ่งตามวัสดุ)

  1. ไม้ระแนง WPC (Wood Plastic Composite): ได้รับความนิยมสูงสุด มีผิวสัมผัสและสีสันใกล้เคียงไม้จริงมากที่สุด ทนทาน เหมาะทั้งงานอินทีเรียและงานภายนอก

  2. ไม้ระแนงไฟเบอร์ซีเมนต์ (Fiber Cement): มีส่วนผสมของปูนซีเมนต์พอร์ตแลนด์ ทราย และเส้นใยเซลลูโลส แข็งแรงมาก ไม่ลามไฟ แต่น้ำหนักจะค่อนข้างมาก และถ้ากระแทกแรงๆ อาจแตกหักได้ง่ายกว่าแบบพลาสติก

ไม้ระแนงWPC K.S. WOOD เคลือบผิวUltraShield Co-Extrusion แตกต่างอย่างไร?

UltraShield Co-Extrusion ซึ่งเป็นการเคลือบผิวปกป้องวัสดุรอบด้าน 360 องศา ช่วยลดปัญหาที่มักพบในไม้เทียมทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการดูดซึมน้ำ คราบสกปรก เชื้อรา รอยขีดข่วน รวมถึงการบวมน้ำและการโก่งตัวจากสภาพอากาศ ใช้งานได้อย่างมั่นใจในระยะยาว พร้อมการรับประกันสินค้าสูงสุดถึง 25 ปีสำหรับงานที่พักอาศัย

 

ระแนงไม้เทียมkswood

สำหรับผู้ที่กำลังมองหา ไม้ระแนง WPC ภายนอกอาคาร ที่ให้ทั้งความสวยงาม ความทนทาน และลดภาระการบำรุงรักษาในระยะยาว ไม้ระแนง WPC K.S. WOOD ที่ใช้เทคโนโลยีเคลือบผิว NewTechWood ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างประเทศไทย พร้อมผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในหลายด้าน

1. ผิวแข็งแรง ทนต่อรอยขีดข่วนสูง

ไม้ระแนง WPC K.S. WOOD ใช้นวัตกรรมชั้นเคลือบผิว (Shield) ที่ผลิตจาก Engineering Grade Polymer หรือโพลีเมอร์เกรดวิศวกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแรงของพื้นผิว และลดโอกาสการเกิดรอยขีดข่วนจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน

จากการทดสอบรอยขีดข่วน (Scratch Test) พบว่าวัสดุสามารถรองรับแรงกดได้ถึง 20 นิวตัน (20N) โดยไม่เกิดรอยที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ การทดสอบความต้านทานการขัดถู (Abrasion Test) ยังพบว่าพื้นผิว UltraShield สูญเสียผงวัสดุเพียง 23 มิลลิกรัม เมื่อเทียบกับไม้เทียมทั่วไปที่สูญเสียถึง 81 มิลลิกรัม จึงช่วยรักษาความสวยงามของพื้นผิวได้ยาวนานกว่า

2. สีสวยยาวนาน ไม่ซีดจางง่ายแม้ใช้งานกลางแจ้ง

หนึ่งในปัจจัยสำคัญของงานภายนอกอาคารคือความสามารถในการทนต่อรังสี UV ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้วัสดุเสื่อมสภาพและสีซีดจาง

ไม้ระแนง WPC K.S. WOOD ได้รับการออกแบบให้มีชั้นเคลือบผิวที่ช่วยปกป้องสีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผ่านการทดสอบรังสี UV ด้วยเครื่อง QUV นานถึง 3,000 ชั่วโมง

ผลการทดสอบพบว่า ค่า Delta E ต่ำกว่า 4.0 ซึ่งหมายถึงสีมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากจนแทบไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า ช่วยให้วัสดุคงความสวยงามได้อย่างต่อเนื่องแม้ใช้งานภายนอกอาคาร

3. ดูแลรักษาง่าย ไม่ต้องทาสีหรือขัดผิวซ้ำ

ไม้ระแนง WPC K.S. WOOD ถูกออกแบบมาเพื่อลดภาระการบำรุงรักษาในระยะยาว โดยไม่จำเป็นต้องทาสี ขัดผิว หรือชโลมน้ำมันเหมือนไม้ธรรมชาติ

นอกจากนี้ พื้นผิวยังมีคุณสมบัติป้องกันการเกิดคราบฝังลึกได้ดี

จากการทดสอบคราบสกปรก (Stain Test) พบว่าคราบหมึกสีดำสามารถทำความสะอาดออกได้ด้วยน้ำเปล่า โดยไม่ซึมผ่านชั้นผิวและไม่ทิ้งร่องรอยไว้บนวัสดุ

คุณสมบัตินี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับพื้นที่ใช้งานภายนอกที่ต้องเผชิญกับฝุ่นละออง มลภาวะ และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดทั้งปี

4. ผิวสัมผัสและลวดลายสวยเสมือนไม้ธรรมชาติ

ไม้ระแนง WPC K.S. WOOD ในคอลเลกชัน UltraShield® Naturale™ ได้รับการออกแบบให้มีลวดลายและพื้นผิวใกล้เคียงไม้ธรรมชาติ พร้อมเฉดสีให้เลือกมากถึง 22 สี

ลวดลายยอดนิยม ช่วยเพิ่มมิติและสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น หรูหรา และร่วมสมัย

ด้วยความหลากหลายของสีและพื้นผิว จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานออกแบบได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน โรงแรม คลับเฮาส์ หรือพื้นที่ที่ต้องการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Iconic Space) และพื้นที่อยู่อาศัยที่ผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถัน (Curated Lifestyle Space)

5. เทคโนโลยีเคลือบผิว 360 องศา ช่วยยืดอายุการใช้งานและเพิ่มความยั่งยืน

แกนกลางของวัสดุผลิตจากเส้นใยไม้และโพลีเมอร์ PE ซึ่งช่วยลดการใช้ไม้ธรรมชาติ และสนับสนุนแนวคิดด้านความยั่งยืน (Sustainability)

จุดเด่นสำคัญคือเทคโนโลยี UltraShield 360° Co-Extrusion ที่เคลือบปกป้องวัสดุรอบด้าน รวมถึงบริเวณร่องไม้ ซึ่งเป็นจุดที่ความชื้นมักสะสมได้ง่าย

ระบบป้องกันแบบ 360 องศานี้ช่วยลดความเสี่ยงของปัญหา ดังต่อไปนี้

  • ความชื้นซึมเข้าสู่แกนกลาง
  • การบวมน้ำ
  • การโก่งตัว
  • การแตกร้าว
  • การเกิดเชื้อรา

จากการทดสอบด้วยการต้มในน้ำเดือด (Boiling Test) เป็นเวลานานถึง 90 ชั่วโมง พบว่าไม่มีการแตกร้าว และไม่เกิดการแยกตัวระหว่างชั้นเคลือบผิวกับแกนกลางของวัสดุ

ไม้เทียมเคลือบผิว

มาตรฐานการทดสอบผลิตภัณฑ์ไม้ระแนง WPC K.S. WOOD

1. Bending Test : การทดสอบการดัดโค้งของวัสดุ

การทดสอบนี้ใช้ประเมินความแข็งแรงของโครงสร้างวัสดุเมื่อต้องรับน้ำหนักและแรงดัดงอ เพื่อยืนยันว่าวัสดุมีความมั่นคง ไม่บิดตัวง่าย และสามารถรองรับการใช้งานในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ


2. Abrasion Test : การทดสอบความทนทานต่อการสึกหรอ

เป็นการประเมินความสามารถในการต้านทานการเสียดสีจากการใช้งานประจำวัน

ผลการทดสอบพบว่าพื้นผิว UltraShield® สูญเสียผงวัสดุเพียง 23 มิลลิกรัม เมื่อเทียบกับไม้เทียมทั่วไปที่สูญเสียถึง 81 มิลลิกรัมพื้นผิวคงความสวยงามได้ยาวนานลดการเสื่อมสภาพของวัสดุช่วยยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์


3. Scratch Resistance Test : การทดสอบความต้านทานรอยขีดข่วน

เป็นการประเมินความแข็งแรงของพื้นผิว UltraShield®

ผลการทดสอบพบว่าวัสดุสามารถรองรับแรงกดได้ถึง 20 นิวตัน (20N) โดยไม่เกิดรอยขีดข่วนที่มองเห็นได้ชัดเจนลดการเกิดรอยจากการใช้งานทั่วไปรักษาความสวยงามของพื้นผิวได้ยาวนานเหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีการใช้งานต่อเนื่อง


4. Peel Strength Test : การทดสอบความแข็งแรงของการยึดเกาะระหว่างชั้นวัสดุ

เป็นการประเมินการยึดเกาะระหว่างแกนกลางวัสดุกับชั้นเคลือบ UltraShield®ลดโอกาสการลอกตัวของผิววัสดุเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานระยะยาวช่วยรักษาประสิทธิภาพของชั้นปกป้องพื้นผิว


5. Accelerated Weathering Test : การทดสอบความทนทานต่อสภาพอากาศ

เป็นการจำลองสภาพแวดล้อมที่รุนแรง เช่น แสงแดด รังสี UV ความร้อน และความชื้น

ผ่านการทดสอบด้วยเครื่อง QUV นานถึง 3,000 ชั่วโมง โดยมีค่า Delta E ต่ำกว่า 4.0 ซึ่งหมายถึงสีมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจนแทบไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าสีคงความสวยงามได้ยาวนานลดปัญหาสีซีดจางเหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย


6. Walking Body Voltage Test : การทดสอบไฟฟ้าสถิต

เป็นการวัดปริมาณไฟฟ้าสถิตที่เกิดขึ้นจากการเดินหรือการเสียดสีระหว่างร่างกายกับพื้นผิววัสดุเพิ่มความสบายในการใช้งานลดปัญหาไฟฟ้าสถิตสะสมเพิ่มความปลอดภัยในพื้นที่ใช้งาน


7. Pendulum Slip Resistance Test : การทดสอบประสิทธิภาพการป้องกันการลื่น

เป็นการประเมินค่าความต้านทานการลื่นของพื้นผิววัสดุเพิ่มความปลอดภัยในการเดินใช้งานเหมาะสำหรับพื้นที่ที่สัมผัสน้ำและความชื้นเป็นประจำลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ


8. Kick Board Test : การทดสอบแรงกระแทกต่อชั้นเคลือบผิว

เป็นการจำลองแรงกระแทกจากการใช้งานจริง เพื่อประเมินความแข็งแรงของชั้นเคลือบ UltraShield®ลดความเสียหายจากแรงกระแทกเพิ่มความแข็งแรงของพื้นผิวช่วยรักษาสภาพวัสดุในระยะยาว


9. Boiling Test : การทดสอบการต้มในน้ำเดือด

เป็นการจำลองสภาวะความชื้นสูงอย่างต่อเนื่อง

ผลการทดสอบโดยการต้มในน้ำเดือดนานถึง 90 ชั่วโมง พบว่าไม่มีการแตกร้าว และไม่เกิดการแยกตัวระหว่างชั้นเคลือบกับแกนกลางวัสดุลดปัญหาการบวมน้ำลดการแตกร้าวป้องกันการแยกชั้นของวัสดุ


10. Freeze-Thaw Cycle Test : การทดสอบการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ

เป็นการจำลองการแช่แข็งและละลายน้ำแข็งซ้ำ ๆ เพื่อประเมินความคงทนของวัสดุต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเพิ่มความทนทานต่อสภาพอากาศลดความเสี่ยงของการแตกร้าวช่วยยืดอายุการใช้งาน


11. Chromatic Aberration Test : การทดสอบความคงที่ของสี

เป็นการตรวจวัดค่าความคลาดเคลื่อนของสี เพื่อประเมินความสม่ำเสมอของเฉดสีในระยะยาวสีสม่ำเสมอทุกแผ่นลดปัญหาสีเพี้ยนเพิ่มความสวยงามของงานสถาปัตยกรรม


12. Falling Mass Impact Resistance Test : การทดสอบความทนทานต่อแรงกระแทก

เป็นการจำลองสถานการณ์เมื่อมีวัตถุตกกระแทกลงบนวัสดุเพิ่มความแข็งแรงของวัสดุ ลดความเสียหายจากการใช้งานจริง เพิ่มความมั่นใจในการใช้งานภายนอกอาคาร

ไม้เทียมมาตรฐาน EPD และ LEED

วิธีติดตั้งระแนงไม้เทียม

การตกแต่งบ้านหรืออาคารด้วย ระแนงไม้เทียม กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากให้ความสวยงามเหมือนไม้จริง ทนทานต่อสภาพอากาศ และดูแลรักษาง่าย อย่างไรก็ตาม เพื่อให้อายุการใช้งานยาวนานและโครงสร้างแข็งแรง การติดตั้งอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก บทความนี้จะมาแนะนำ วิธีติดตั้งระแนงไม้เทียม แบบละเอียดที่คุณสามารถทำความเข้าใจและนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง

1. การเตรียมพื้นผิวก่อนการติดตั้ง

การเตรียมพื้นที่เป็นขั้นตอนแรกและเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากที่จะช่วยให้การติดตั้งระแนงไม้เทียมมีความแข็งแรงและใช้งานได้ยาวนาน

  • ความสะอาดและความแห้งของพื้นที่: พื้นที่สำหรับติดตั้งโครงสร้างควรแห้งสนิท สะอาด และปราศจากความชื้นหรือสิ่งสกปรกสะสม

  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง: หากพื้นผิวมีความชื้นหรือสิ่งสกปรก อาจส่งผลเสียต่อการยึดเกาะของโครงสร้าง ทำให้เกิดสนิมในโครงเหล็ก หรือทำให้อายุการใช้งานของวัสดุลดลงในระยะยาว

2. เครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการติดตั้ง

เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและได้มาตรฐาน ควรเตรียมเครื่องมือดังต่อไปนี้ให้พร้อม:

  • สว่านไฟฟ้า พุก และสกรู: สำหรับใช้ยึดระแนงไม้เทียมเข้ากับโครงสร้างหลักให้แน่นหนา

  • ระดับน้ำ: อุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้ เพื่อเช็กความแม่นยำและระดับความตรงในการติดตั้ง

  • อุปกรณ์ป้องกันเพื่อความปลอดภัย: เช่น ถุงมือช่าง และแว่นตานิรภัย เพื่อป้องกันอันตรายจากเศษวัสดุหรือฝุ่นผงขณะตัดและเจาะ

3. วิธีการติดตั้งระแนงไม้เทียมอย่างถูกต้อง (Step-by-Step)

เมื่อเตรียมพื้นที่และอุปกรณ์พร้อมแล้ว สามารถเริ่มการติดตั้งตามขั้นตอนเหล่านี้:

  1. วัดและตัดขนาด: เริ่มต้นด้วยการวัดพื้นที่อย่างละเอียด และตัดระแนงไม้เทียมให้ได้ขนาดตามแบบที่กำหนดไว้

  2. ติดตั้งโครงสร้างรองรับ: แนะนำให้ใช้ โครงเหล็ก เป็นโครงสร้างหลัก และที่สำคัญคือต้อง ทาสีกันสนิม โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อหรือรอยเชื่อมต่างๆ เพื่อยืดอายุการใช้งานและป้องกันโครงสร้างผุพังจากความชื้น

  3. ยึดระแนงไม้เทียม: นำระแนงไม้เทียมมายึดเข้ากับโครงสร้างด้วยสกรู โดยสามารถติดตั้งผ่าน เหล็กฉาก หรือคลิปประกบ (แล้วแต่ระบบของไม้เทียมรุ่นนั้นๆ) พร้อมทั้งวัดระยะห่างช่องไฟตามที่ได้ออกแบบไว้

  4. ตรวจสอบความเรียบร้อย: ในทุกๆ การยึดระแนงแต่ละเส้น ควรตรวจสอบความเรียบร้อยของแนวระแนงด้วย ระดับน้ำ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้แนวที่ตรง สวยงาม และไม่บิดเบี้ยว

4. ข้อควรระวังระหว่างการติดตั้งที่ห้ามมองข้าม

เพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์แบบและไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง ควรระวังข้อปฏิบัติดังนี้:

  • ระวังรอยขีดข่วน: ระมัดระวังไม่ให้วัสดุเกิดรอยขีดข่วนหรือแตกหักขณะทำการตัด ขนย้าย และติดตั้ง

  • สภาพอากาศ: หลีกเลี่ยงการติดตั้งในวันที่มีสภาพอากาศแปรปรวนหรือมีความชื้นสูง (เช่น วันที่ฝนตกหนัก)

  • ระยะการขยายตัวของวัสดุ (สำคัญมาก): * ควรเว้นช่องว่างระหว่างเส้นระแนง (ด้านข้าง) ประมาณ 2 มม. เพื่อรองรับการยืดหรือหดตัวของวัสดุเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง

    • ควรเว้นระยะระหว่างหัวระแนง (ปลายไม้) กับผนังปูน อย่างน้อย 5 มม. เพื่อป้องกันไม่ให้ไม้ดันกันจนเกิดการโก่งงอในระยะยาว

การตกแต่งบ้านหรืออาคารด้วย ระแนงไม้เทียม กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากให้ความสวยงามเหมือนไม้จริง ทนทานต่อสภาพอากาศ และดูแลรักษาง่าย อย่างไรก็ตาม เพื่อให้อายุการใช้งานยาวนานและโครงสร้างแข็งแรง การติดตั้งอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก บทความนี้จะมาแนะนำ วิธีติดตั้งระแนงไม้เทียม แบบละเอียดที่คุณสามารถทำความเข้าใจและนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง

1. การเตรียมพื้นผิวก่อนการติดตั้ง

การเตรียมพื้นที่เป็นขั้นตอนแรกและเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากที่จะช่วยให้การติดตั้งระแนงไม้เทียมมีความแข็งแรงและใช้งานได้ยาวนาน

  • ความสะอาดและความแห้งของพื้นที่: พื้นที่สำหรับติดตั้งโครงสร้างควรแห้งสนิท สะอาด และปราศจากความชื้นหรือสิ่งสกปรกสะสม

  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง: หากพื้นผิวมีความชื้นหรือสิ่งสกปรก อาจส่งผลเสียต่อการยึดเกาะของโครงสร้าง ทำให้เกิดสนิมในโครงเหล็ก หรือทำให้อายุการใช้งานของวัสดุลดลงในระยะยาว

2. เครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการติดตั้ง

เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและได้มาตรฐาน ควรเตรียมเครื่องมือดังต่อไปนี้ให้พร้อม:

  • สว่านไฟฟ้า พุก และสกรู: สำหรับใช้ยึดระแนงไม้เทียมเข้ากับโครงสร้างหลักให้แน่นหนา

  • ระดับน้ำ: อุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้ เพื่อเช็กความแม่นยำและระดับความตรงในการติดตั้ง

  • อุปกรณ์ป้องกันเพื่อความปลอดภัย: เช่น ถุงมือช่าง และแว่นตานิรภัย เพื่อป้องกันอันตรายจากเศษวัสดุหรือฝุ่นผงขณะตัดและเจาะ

3. วิธีการติดตั้งระแนงไม้เทียมอย่างถูกต้อง (Step-by-Step)

เมื่อเตรียมพื้นที่และอุปกรณ์พร้อมแล้ว สามารถเริ่มการติดตั้งตามขั้นตอนเหล่านี้:

  1. วัดและตัดขนาด: เริ่มต้นด้วยการวัดพื้นที่อย่างละเอียด และตัดระแนงไม้เทียมให้ได้ขนาดตามแบบที่กำหนดไว้

  2. ติดตั้งโครงสร้างรองรับ: แนะนำให้ใช้ โครงเหล็ก เป็นโครงสร้างหลัก และที่สำคัญคือต้อง ทาสีกันสนิม โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อหรือรอยเชื่อมต่างๆ เพื่อยืดอายุการใช้งานและป้องกันโครงสร้างผุพังจากความชื้น

  3. ยึดระแนงไม้เทียม: นำระแนงไม้เทียมมายึดเข้ากับโครงสร้างด้วยสกรู โดยสามารถติดตั้งผ่าน เหล็กฉาก หรือคลิปประกบ (แล้วแต่ระบบของไม้เทียมรุ่นนั้นๆ) พร้อมทั้งวัดระยะห่างช่องไฟตามที่ได้ออกแบบไว้

  4. ตรวจสอบความเรียบร้อย: ในทุกๆ การยึดระแนงแต่ละเส้น ควรตรวจสอบความเรียบร้อยของแนวระแนงด้วย ระดับน้ำ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้แนวที่ตรง สวยงาม และไม่บิดเบี้ยว

4. ข้อควรระวังระหว่างการติดตั้งที่ห้ามมองข้าม

เพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์แบบและไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง ควรระวังข้อปฏิบัติดังนี้:

  • ระวังรอยขีดข่วน: ระมัดระวังไม่ให้วัสดุเกิดรอยขีดข่วนหรือแตกหักขณะทำการตัด ขนย้าย และติดตั้ง

  • สภาพอากาศ: หลีกเลี่ยงการติดตั้งในวันที่มีสภาพอากาศแปรปรวนหรือมีความชื้นสูง (เช่น วันที่ฝนตกหนัก)

  • ระยะการขยายตัวของวัสดุ (สำคัญมาก): * ควรเว้นช่องว่างระหว่างเส้นระแนง (ด้านข้าง) ประมาณ 2 มม. เพื่อรองรับการยืดหรือหดตัวของวัสดุเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง

    • ควรเว้นระยะระหว่างหัวระแนง (ปลายไม้) กับผนังปูน อย่างน้อย 5 มม. เพื่อป้องกันไม่ให้ไม้ดันกันจนเกิดการโก่งงอในระยะยาว

ระแนงไม้เทียม คืออะไร?

ระแนงไม้เทียม (หรือ Wood Plastic Composite – WPC) คือ วัสดุทดแทนไม้ธรรมชาติที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของไม้จริง โดยเกิดจากการนำ ผงไม้ธรรมชาติ มาผสมกับ พลาสติก (มักเป็น PE, PVC หรือ PP) และสารเติมแต่งต่าง ๆ แล้วนำไปผ่านกระบวนการรีดขึ้นรูปให้มีลักษณะเป็นเส้นยาวหรือเป็นแผงตามต้องการ

ประเภทของระแนงไม้เทียม (แบ่งตามวัสดุ)

  1. ไม้ระแนง WPC (Wood Plastic Composite): ได้รับความนิยมสูงสุด มีผิวสัมผัสและสีสันใกล้เคียงไม้จริงมากที่สุด ทนทาน เหมาะทั้งงานอินทีเรียและงานภายนอก

  2. ไม้ระแนงไฟเบอร์ซีเมนต์ (Fiber Cement): มีส่วนผสมของปูนซีเมนต์พอร์ตแลนด์ ทราย และเส้นใยเซลลูโลส แข็งแรงมาก ไม่ลามไฟ แต่น้ำหนักจะค่อนข้างมาก และถ้ากระแทกแรงๆ อาจแตกหักได้ง่ายกว่าแบบพลาสติก

ไม้ระแนงWPC K.S. WOOD เคลือบผิวUltraShield Co-Extrusion แตกต่างอย่างไร?

UltraShield Co-Extrusion ซึ่งเป็นการเคลือบผิวปกป้องวัสดุรอบด้าน 360 องศา ช่วยลดปัญหาที่มักพบในไม้เทียมทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการดูดซึมน้ำ คราบสกปรก เชื้อรา รอยขีดข่วน รวมถึงการบวมน้ำและการโก่งตัวจากสภาพอากาศ ใช้งานได้อย่างมั่นใจในระยะยาว พร้อมการรับประกันสินค้าสูงสุดถึง 25 ปีสำหรับงานที่พักอาศัย

ระแนงไม้เทียมkswood

จุดเด่นของไม้ระแนง WPC K.S. WOOD

สำหรับผู้ที่กำลังมองหา ไม้ระแนง WPC ภายนอกอาคาร ที่ให้ทั้งความสวยงาม ความทนทาน และลดภาระการบำรุงรักษาในระยะยาว ไม้ระแนง WPC K.S. WOOD ที่ใช้เทคโนโลยีเคลือบผิว NewTechWood ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างประเทศไทย พร้อมผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในหลายด้าน

1. ผิวแข็งแรง ทนต่อรอยขีดข่วนสูง

ไม้ระแนง WPC K.S. WOOD ใช้นวัตกรรมชั้นเคลือบผิว (Shield) ที่ผลิตจาก Engineering Grade Polymer หรือโพลีเมอร์เกรดวิศวกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแรงของพื้นผิว และลดโอกาสการเกิดรอยขีดข่วนจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน

จากการทดสอบรอยขีดข่วน (Scratch Test) พบว่าวัสดุสามารถรองรับแรงกดได้ถึง 20 นิวตัน (20N) โดยไม่เกิดรอยที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ การทดสอบความต้านทานการขัดถู (Abrasion Test) ยังพบว่าพื้นผิว UltraShield สูญเสียผงวัสดุเพียง 23 มิลลิกรัม เมื่อเทียบกับไม้เทียมทั่วไปที่สูญเสียถึง 81 มิลลิกรัม จึงช่วยรักษาความสวยงามของพื้นผิวได้ยาวนานกว่า

2. สีสวยยาวนาน ไม่ซีดจางง่ายแม้ใช้งานกลางแจ้ง

หนึ่งในปัจจัยสำคัญของงานภายนอกอาคารคือความสามารถในการทนต่อรังสี UV ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้วัสดุเสื่อมสภาพและสีซีดจาง

ไม้ระแนง WPC K.S. WOOD ได้รับการออกแบบให้มีชั้นเคลือบผิวที่ช่วยปกป้องสีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผ่านการทดสอบรังสี UV ด้วยเครื่อง QUV นานถึง 3,000 ชั่วโมง

ผลการทดสอบพบว่า ค่า Delta E ต่ำกว่า 4.0 ซึ่งหมายถึงสีมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากจนแทบไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า ช่วยให้วัสดุคงความสวยงามได้อย่างต่อเนื่องแม้ใช้งานภายนอกอาคาร

3. ดูแลรักษาง่าย ไม่ต้องทาสีหรือขัดผิวซ้ำ

ไม้ระแนง WPC K.S. WOOD ถูกออกแบบมาเพื่อลดภาระการบำรุงรักษาในระยะยาว โดยไม่จำเป็นต้องทาสี ขัดผิว หรือชโลมน้ำมันเหมือนไม้ธรรมชาติ

นอกจากนี้ พื้นผิวยังมีคุณสมบัติป้องกันการเกิดคราบฝังลึกได้ดี

จากการทดสอบคราบสกปรก (Stain Test) พบว่าคราบหมึกสีดำสามารถทำความสะอาดออกได้ด้วยน้ำเปล่า โดยไม่ซึมผ่านชั้นผิวและไม่ทิ้งร่องรอยไว้บนวัสดุ

คุณสมบัตินี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับพื้นที่ใช้งานภายนอกที่ต้องเผชิญกับฝุ่นละออง มลภาวะ และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดทั้งปี

4. ผิวสัมผัสและลวดลายสวยเสมือนไม้ธรรมชาติ

ไม้ระแนง WPC K.S. WOOD ในคอลเลกชัน UltraShield® Naturale™ ได้รับการออกแบบให้มีลวดลายและพื้นผิวใกล้เคียงไม้ธรรมชาติ พร้อมเฉดสีให้เลือกมากถึง 22 สี

ลวดลายยอดนิยม ช่วยเพิ่มมิติและสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น หรูหรา และร่วมสมัย

ด้วยความหลากหลายของสีและพื้นผิว จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานออกแบบได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน โรงแรม คลับเฮาส์ หรือพื้นที่ที่ต้องการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Iconic Space) และพื้นที่อยู่อาศัยที่ผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถัน (Curated Lifestyle Space)

5. เทคโนโลยีเคลือบผิว 360 องศา ช่วยยืดอายุการใช้งานและเพิ่มความยั่งยืน

แกนกลางของวัสดุผลิตจากเส้นใยไม้และโพลีเมอร์ PE ซึ่งช่วยลดการใช้ไม้ธรรมชาติ และสนับสนุนแนวคิดด้านความยั่งยืน (Sustainability)

จุดเด่นสำคัญคือเทคโนโลยี UltraShield 360° Co-Extrusion ที่เคลือบปกป้องวัสดุรอบด้าน รวมถึงบริเวณร่องไม้ ซึ่งเป็นจุดที่ความชื้นมักสะสมได้ง่าย

ระบบป้องกันแบบ 360 องศานี้ช่วยลดความเสี่ยงของปัญหา ดังต่อไปนี้

  • ความชื้นซึมเข้าสู่แกนกลาง
  • การบวมน้ำ
  • การโก่งตัว
  • การแตกร้าว
  • การเกิดเชื้อรา

จากการทดสอบด้วยการต้มในน้ำเดือด (Boiling Test) เป็นเวลานานถึง 90 ชั่วโมง พบว่าไม่มีการแตกร้าว และไม่เกิดการแยกตัวระหว่างชั้นเคลือบผิวกับแกนกลางของวัสดุ

ไม้เทียมเคลือบผิว

มาตรฐานการทดสอบผลิตภัณฑ์ไม้ระแนง WPC K.S. WOOD

1. Bending Test : การทดสอบการดัดโค้งของวัสดุ

การทดสอบนี้ใช้ประเมินความแข็งแรงของโครงสร้างวัสดุเมื่อต้องรับน้ำหนักและแรงดัดงอ เพื่อยืนยันว่าวัสดุมีความมั่นคง ไม่บิดตัวง่าย และสามารถรองรับการใช้งานในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ


2. Abrasion Test : การทดสอบความทนทานต่อการสึกหรอ

เป็นการประเมินความสามารถในการต้านทานการเสียดสีจากการใช้งานประจำวัน

ผลการทดสอบพบว่าพื้นผิว UltraShield® สูญเสียผงวัสดุเพียง 23 มิลลิกรัม เมื่อเทียบกับไม้เทียมทั่วไปที่สูญเสียถึง 81 มิลลิกรัมพื้นผิวคงความสวยงามได้ยาวนานลดการเสื่อมสภาพของวัสดุช่วยยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์


3. Scratch Resistance Test : การทดสอบความต้านทานรอยขีดข่วน

เป็นการประเมินความแข็งแรงของพื้นผิว UltraShield®

ผลการทดสอบพบว่าวัสดุสามารถรองรับแรงกดได้ถึง 20 นิวตัน (20N) โดยไม่เกิดรอยขีดข่วนที่มองเห็นได้ชัดเจนลดการเกิดรอยจากการใช้งานทั่วไปรักษาความสวยงามของพื้นผิวได้ยาวนานเหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีการใช้งานต่อเนื่อง


4. Peel Strength Test : การทดสอบความแข็งแรงของการยึดเกาะระหว่างชั้นวัสดุ

เป็นการประเมินการยึดเกาะระหว่างแกนกลางวัสดุกับชั้นเคลือบ UltraShield®ลดโอกาสการลอกตัวของผิววัสดุเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานระยะยาวช่วยรักษาประสิทธิภาพของชั้นปกป้องพื้นผิว


5. Accelerated Weathering Test : การทดสอบความทนทานต่อสภาพอากาศ

เป็นการจำลองสภาพแวดล้อมที่รุนแรง เช่น แสงแดด รังสี UV ความร้อน และความชื้น

ผ่านการทดสอบด้วยเครื่อง QUV นานถึง 3,000 ชั่วโมง โดยมีค่า Delta E ต่ำกว่า 4.0 ซึ่งหมายถึงสีมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจนแทบไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าสีคงความสวยงามได้ยาวนานลดปัญหาสีซีดจางเหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย


6. Walking Body Voltage Test : การทดสอบไฟฟ้าสถิต

เป็นการวัดปริมาณไฟฟ้าสถิตที่เกิดขึ้นจากการเดินหรือการเสียดสีระหว่างร่างกายกับพื้นผิววัสดุเพิ่มความสบายในการใช้งานลดปัญหาไฟฟ้าสถิตสะสมเพิ่มความปลอดภัยในพื้นที่ใช้งาน


7. Pendulum Slip Resistance Test : การทดสอบประสิทธิภาพการป้องกันการลื่น

เป็นการประเมินค่าความต้านทานการลื่นของพื้นผิววัสดุเพิ่มความปลอดภัยในการเดินใช้งานเหมาะสำหรับพื้นที่ที่สัมผัสน้ำและความชื้นเป็นประจำลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ


8. Kick Board Test : การทดสอบแรงกระแทกต่อชั้นเคลือบผิว

เป็นการจำลองแรงกระแทกจากการใช้งานจริง เพื่อประเมินความแข็งแรงของชั้นเคลือบ UltraShield®ลดความเสียหายจากแรงกระแทกเพิ่มความแข็งแรงของพื้นผิวช่วยรักษาสภาพวัสดุในระยะยาว


9. Boiling Test : การทดสอบการต้มในน้ำเดือด

เป็นการจำลองสภาวะความชื้นสูงอย่างต่อเนื่อง

ผลการทดสอบโดยการต้มในน้ำเดือดนานถึง 90 ชั่วโมง พบว่าไม่มีการแตกร้าว และไม่เกิดการแยกตัวระหว่างชั้นเคลือบกับแกนกลางวัสดุลดปัญหาการบวมน้ำลดการแตกร้าวป้องกันการแยกชั้นของวัสดุ


10. Freeze-Thaw Cycle Test : การทดสอบการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ

เป็นการจำลองการแช่แข็งและละลายน้ำแข็งซ้ำ ๆ เพื่อประเมินความคงทนของวัสดุต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเพิ่มความทนทานต่อสภาพอากาศลดความเสี่ยงของการแตกร้าวช่วยยืดอายุการใช้งาน


11. Chromatic Aberration Test : การทดสอบความคงที่ของสี

เป็นการตรวจวัดค่าความคลาดเคลื่อนของสี เพื่อประเมินความสม่ำเสมอของเฉดสีในระยะยาวสีสม่ำเสมอทุกแผ่นลดปัญหาสีเพี้ยนเพิ่มความสวยงามของงานสถาปัตยกรรม


12. Falling Mass Impact Resistance Test : การทดสอบความทนทานต่อแรงกระแทก

เป็นการจำลองสถานการณ์เมื่อมีวัตถุตกกระแทกลงบนวัสดุเพิ่มความแข็งแรงของวัสดุ ลดความเสียหายจากการใช้งานจริง เพิ่มความมั่นใจในการใช้งานภายนอกอาคาร

ไม้เทียมมาตรฐาน EPD และ LEED

ขั้นตอนการติดตั้งระแนงไม้เทียม

การเตรียมพื้นผิวก่อนการติดตั้ง

การเตรียมพื้นที่เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การติดตั้งระแนงไม้เทียมมีความแข็งแรงและใช้งานได้ยาวนาน พื้นที่สำหรับติดตั้งโครงสร้างควร แห้ง สะอาด และปราศจากความชื้นหรือสิ่งสกปรก ที่อาจส่งผลต่อการยึดเกาะและอายุการใช้งานของวัสดุ


เครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็น

สว่านไฟฟ้า พุก และสกรู สำหรับยึดเข้ากับโครงสร้าง

ระดับน้ำ เพื่อความแม่นยำในการติดตั้ง

อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ถุงมือ และแว่นตานิรภัย


วิธีการติดตั้งระแนงไม้เทียมอย่างถูกต้อง

  • วัดและตัดระแนงไม้เทียมให้ได้ขนาดตามแบบที่กำหนด
  • ติดตั้งโครงสร้างรองรับ แนะนำให้ใช้ โครงเหล็ก และทาสีกันสนิมโดยเฉพาะบริเวณรอยต่อ เพื่อยืดอายุการใช้งาน
  • ยึดระแนงไม้เทียมเข้ากับโครงสร้างด้วยสกรู ผ่านเหล็กฉากหรือคลิปประกบ โดยเว้นระยะตามแบบที่ออกแบบไว้
  • ตรวจสอบความเรียบร้อยของแนวระแนงด้วยระดับน้ำเพื่อให้ได้แนวที่ตรงและสวยงาม


ข้อควรระวังระหว่างการติดตั้ง

  • ระมัดระวังไม่ให้วัสดุเกิดรอยขีดข่วนหรือแตกหักขณะตัดและติดตั้ง
  • หลีกเลี่ยงการติดตั้งในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง
  • ควรเว้นช่องว่างระหว่างเส้นระแนงประมาณ 2 มม. เพื่อรองรับการขยายตัวของวัสดุเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง
  • เว้นระยะระหว่างหัวระแนงกับผนังปูนอย่างน้อย 5 มม. เพื่อป้องกันการดันหรือโก่งงอในระยะยาว

Catalog ระแนงไม้เทียม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมาตรฐานระแนงไม้ WPC K.S. WOOD

ไม้ระแนง WPC ของ K.S. WOOD ทนแดด ทนฝน เมืองไทยได้แค่ไหน

ไม้ระแนง WPC (Wood Plastic Composite) ของ K.S. WOOD ผ่านการทดสอบมาตรฐานความทนทานต่อสภาวะเร่ง (Accelerated Weathering Test) และการดูดซึมน้ำต่ำ ทำให้เนื้อไม้เทียมไม่บวม หักงอ หรือเปื่อยยุ่ย แม้ต้องตากแดดจัดและโดนฝนชุกในสภาพอากาศเมืองไทย เหมาะสำหรับการใช้งานภายนอกอาคารในระยะยาว

โดยธรรมชาติของวัสดุคอมโพสิต สีจะมีการปรับสภาพ (Color Weathering) เล็กน้อยในช่วง 3-6 เดือนแรกหลังจากติดตั้งเพื่อเข้าสู่จุดเสถียร อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ของ K.S. WOOD วัสดุผ่านการทดสอบความทนทานต่อรังสี UV ด้วยเครื่อง QUV นานถึง 3,000 ชั่วโมง โดยมีค่า Delta E ต่ำกว่า 4.0 ซึ่งหมายถึงสีมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจนแทบไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า

โดยธรรมชาติของวัสดุคอมโพสิต สีจะมีการปรับสภาพ (Color Weathering) เล็กน้อยในช่วง 3-6 เดือนแรกหลังจากติดตั้งเพื่อเข้าสู่จุดเสถียร อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ของ K.S. WOOD วัสดุผ่านการทดสอบความทนทานต่อรังสี UV ด้วยเครื่อง QUV นานถึง 3,000 ชั่วโมง โดยมีค่า Delta E ต่ำกว่า 4.0 ซึ่งหมายถึงสีมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจนแทบไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า

การทดสอบแรงดัดช่วยการันตีว่า ไม้ระแนง WPC จะไม่หักหรือแตกหักง่ายเมื่อถูกลมพายุพัดแรง หรือเมื่อนำไปใช้ทำแผงบังตา รั้ว และกันสาด การเลือกไม้ระแนงที่ผ่านการทดสอบค่าแรงดัดตามมาตรฐานสากลของ K.S. WOOD ช่วยให้มั่นใจในความปลอดภัยและโครงสร้างที่ไม่บิดเบี้ยวตามกาลเวลา

การทดสอบแรงดัดช่วยการันตีว่า ไม้ระแนง WPC จะไม่หักหรือแตกหักง่ายเมื่อถูกลมพายุพัดแรง หรือเมื่อนำไปใช้ทำแผงบังตา รั้ว และกันสาด การเลือกไม้ระแนงที่ผ่านการทดสอบค่าแรงดัดตามมาตรฐานสากลของ K.S. WOOD ช่วยให้มั่นใจในความปลอดภัยและโครงสร้างที่ไม่บิดเบี้ยวตามกาลเวลา

จุดเด่นสำคัญคือเทคโนโลยี UltraShield® 360° Co-Extrusion ที่เคลือบปกป้องวัสดุรอบด้าน รวมถึงบริเวณร่องไม้ ซึ่งช่วยลดการสะสมของความชื้น ป้องกันการบวมน้ำ การโก่งตัว และช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น ทำให้กล้ารับประกันสินค้าถึง25ปี

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save