EPDคืออะไร

EPD คืออะไร ทำไมถึงสถาปนิกถึงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ K.S. WOOD ที่มีฉลาก EPD ตกแต่งอาคาร

EPD (Environmental Product Declaration) หรือ ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 3 (Type III Environmental Declaration) ตามมาตรฐาน ISO 14025 เปรียบเสมือน “ฉลากโภชนาการ” ของวัสดุก่อสร้างและตกแต่งครับ

แทนที่จะบอกแค่วัตถุดิบหรือคุณสมบัติการใช้งาน EPD จะแสดงข้อมูลอย่างโปร่งใสว่า ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์นั้น (Life Cycle Assessment – LCA) ตั้งแต่การสกัดวัตถุดิบ (Cradle) การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการทำลายทิ้ง (Grave) ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน (เช่น ปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่ ใช้พลังงานไปแค่ไหน)

ทำไมสถาปนิกและนักออกแบบถึงเจาะจงเลือกใช้วัสดุตกแต่งที่มี EPD?

การเลือกใช้วัสดุตกแต่งในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามหรือราคาอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ นี่คือเหตุผลหลักที่วัสดุที่มีฉลาก EPD กลายเป็น “ตัวเลือกแรก” ในสเปกงานของสถาปนิกครับ:

1. เป็นทางลัดในการเก็บคะแนนมาตรฐานอาคารเขียว (Green Building Certifications) สถาปนิกที่ออกแบบโครงการที่ต้องการการรับรองระดับสากล เช่น LEED, WELL หรือมาตรฐานของไทยอย่าง TREES จะต้องการเอกสารอ้างอิงที่ชัดเจน การใช้วัสดุปูพื้นหรือกรุผนังที่มี EPD (เช่น พื้น SPC หรือไม้สังเคราะห์ WPC ที่มีฉลากรับรอง) จะช่วยให้โครงการสามารถทำคะแนนในหมวด Materials and Resources (MR) ได้โดยตรงและผ่านการประเมินได้ง่ายขึ้นมาก

2. ยกระดับพื้นที่สู่การเป็น “Iconic Space” หรือ “Curated Lifestyle Space” สำหรับโครงการระดับไฮเอนด์ หรือพื้นที่ที่ต้องการสร้างประสบการณ์เหนือระดับให้ผู้ใช้งาน การเลือกใช้วัสดุที่มี EPD เป็นการสื่อสาร Brand Value อย่างทรงพลัง สถาปนิกสามารถนำเรื่องราวความยั่งยืนนี้ไปเล่าต่อได้ว่า พื้นที่แห่งนี้ถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันทั้งในแง่ดีไซน์และความรับผิดชอบต่อโลก ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าพรีเมียมที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม

3. ข้อมูลโปร่งใส ตรวจสอบได้จริง (Anti-Greenwashing) ในยุคที่หลายแบรนด์เคลมว่าตัวเอง “รักษ์โลก” สถาปนิกมักจะระมัดระวังเรื่อง Greenwashing (การฟอกเขียว) ฉลาก EPD ไม่ใช่สิ่งที่แบรนด์ตั้งขึ้นมาเองได้ แต่ต้องผ่านการประเมินและรับรองจากหน่วยงานอิสระภายนอก (Third-Party Verification) ข้อมูลตัวเลขที่ชัดเจนนี้ทำให้สถาปนิกมั่นใจว่าวัสดุที่เลือกใช้ดีต่อสิ่งแวดล้อมจริงๆ ไม่ใช่แค่คำโฆษณา

4. ตอบสนองนโยบาย ESG ของเจ้าของโครงการ (Developers & Corporate Clients) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และองค์กรขนาดใหญ่ระดับ Global ล้วนมีเป้าหมายในการลดคาร์บอน (Net Zero) และมีนโยบาย ESG (Environmental, Social, Governance) ที่เข้มงวด สถาปนิกจึงต้องตอบโจทย์นี้ด้วยการระบุสเปกวัสดุตกแต่งอาคารที่มี EPD เพื่อช่วยให้เจ้าของโครงการสามารถคำนวณและทำรายงานการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ของอาคารได้ตามเป้าหมาย

โดยสรุปแล้ว การที่ผลิตภัณฑ์มีฉลาก EPD ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำดีต่อโลก แต่เป็น “ความได้เปรียบทางการแข่งขันขั้นเด็ดขาด” ในตลาดสเปกงานโครงการ

ECO LABEL แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท

 

 

ประเภทที่ 1 วัสดุที่มีการประเมินคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์จากองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม และหากพบว่า ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าหรือเทียบเคียงค่ามาตรฐาน ผลิตภัณฑ์นั้นจะได้รับใบรับรอง ซึ่ง ฉลากเขียวสิงคโปร์ อยู่ในฉลากประเภทนี้

ประเภทที่ 2 วัสดุที่ ‘ผู้ผลิต’ เป็น ‘ผู้รับรอง’ ว่า ผลิตภัณฑ์ของตน เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นไปตามข้อกำหนดที่ตนกำหนดไว้

จากฉลากทั้งสองประเภทนี้ มีการพูดถึงเพียงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แล้วผู้ออกแบบและผู้บริโภคจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ECO Label ประเภทที่ 3 ฉลากที่มีการประเมินแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ มีการระบุอย่างชัดเจน ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต การเก็บรักษาคงสภาพ การขนส่งถึงมือผู้บริโภค และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยเกณฑ์ต้องเป็นไปตามหลักการประเมิน วัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment) ซึ่ง EPD อยู่ใน ECO Label ประเภทนี้

 

EPD ยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น

 

 

โจทย์ : ต้องการสร้างกระท่อมที่ขั้วโลกเหนือ

วัสดุที่เลือกใช้ : หิมะ

หิมะ เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสามารถรีไซเคิลได้อย่างเต็มที่

กระท่อมหิมะสามารถใช้สร้างด้วยมือ แทบไม่มีพลังงาน หรือพลังงานเป็นศูนย์

มุมมองทางนิเวศวิทยา หิมะถือว่าเป็นวัสดุที่ยั่งยืน

แต่ถ้าต้องการไปสร้างกระท่อมหิมะที่อื่น เช่น ทะเลทราย จะต้องมีการขนส่งวัสดุในระยะไกล จะต้องมีการคงสภาพหิมะและป้องกันไม่ให้หลอมละลาย จึงทำให้เย็นลง ก่อให้เกิดการใช้วัสดุมาช่วยคงสภาพ และเกิดการใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก ดังนั้นในกรณีนี้ มุมมองทางนิเวศวิทยา หิมะถือว่าเป็นวัสดุที่ไม่ยั่งยืน

 

 

จากตัวอย่างการคัดเลือกวัสดุ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจึงมาจากหลายปัจจัย ไม่ใช่เพียงแค่คุณสมบัติของวัสดุเท่านั้น เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า ข้อมูลฉลากประเภทที่ 1 และ 2 ไม่เพียงพอที่จะทำให้ การออกแบบอาคารได้รับการรับรองอาคารสีเขียวได้ เช่น LEED ฉลากประเภทที่ 3 จึงตอบโจทย์เรื่องอาคารสีเขียว

 

EPD (Environmental Product Declaration) Statement

 

คือการประกาศข้อมูลผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ที่มาของส่วนผสม คุณสมบัติ การผลิต การจัดเก็บหรือคงสภาพของผลิตภัณฑ์ การขนส่งไปถึงมือผู้ใช้ รวมถึงอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ EPD ส่วนใหญ่จะถูกตีพิมพ์ในยุโรป โดยองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม IBU (Institut Bauen und Umwelt e.V.) ในเยอรมนี

กระประเมินเพื่อรับ EPD Certificate ต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง

 

 

จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุก่อสร้าง และหน่วยงานอิสระด้านกฎหมวดหมู่/ประเภทผลิตภัณฑ์ หรือ PCR จะเป็นผู้ทำข้อมูล ข้อกำหนดสำหรับการเปรียบเทียบ การประเมิน ขอบเขต และการตัดสิทธิ์ของผลิตภัณฑ์ ส่งต่อไปยัง PCI

 

 

PCI ช่วยสร้างและจัดเตรียมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ตามที่ PCR กำหนด ซึ่งผู้ผลิตสามารถประกาศข้อมูลตั้งแต่ที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ตลอดจนถึงการสิ้นสุดอายุของอาคาร ข้อมูลทั้งหมดที่เตรียมจะส่งไปยัง IB

 

 

IBU จะทำการตรวจสอบและส่งต่อไปยังบุคคลที่สาม ซึ่งเป็นองค์กรอิสระเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง

องค์กรอิสระจะผลการตรวจสอบกลับมายัง IBU อีกครั้ง หากทุกอย่างเรียบร้อยเป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนด IBU จะออกเอกสารรับรอง EPD ของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ซึ่งจะถูกเผยแพร่เป็นสารธณะแบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ IBU

จะเห็นได้ว่า EPD ไม่ใช่การประเมินวัสดุก่อสร้าง แต่เป็นการประเมินแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ ที่มีการระบุอย่างชัดเจน ส่วนผสมต่าง ๆ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดวงจรชีวิต

นอกจากนี้ EPD ยังอิงตามมาตรฐานสากล และได้รับการยืนยันจากองค์กรตรวจสอบอิสระอีกด้วย

ข้อมูลเหล่านี้ จึงเพียงพอที่สถาปนิกจะนำไปวางแผนวัสดุก่อสร้างให้เหมาะสม ในการออกแบบอาคาร เพื่ออาคารจะได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เช่น LEED ได้

ประโยชน์ที่ได้รับจาก EPD Certificate

EPD ช่วยให้ผู้บริโภคทราบส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน

EPD ช่วยให้ผู้บริโภคทราบว่าผลิตภัณฑ์มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด

EPD มีรายละเอียดข้อมูลที่ครบถ้วน ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้

EPD ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถใช้ข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างผลิตภัณฑ์ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการซื้อได้

EPD กระตุ้นศักยภาพการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ผ่านกลไกทางการตลาด
EPD ช่วยให้ได้ Point ในการขอมาตรฐาน LEED อีกด้วย

ถ้าอยากปกป้องสิ่งแวดล้อมเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ พื้นไม้เทียม K.S. WOOD ที่มีฉลาก EPD ตกแต่งอาคาร

share :
Facebook
LinkedIn
X

Related NEWS & IDEA

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save