การปูพื้นระเบียง 50 ตร.ม. ด้วยไม้เทียมคุณภาพสูง เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อเพิ่มพื้นที่พักผ่อนและมูลค่าให้ตัวบ้าน โดยงบประมาณรวมค่าวัสดุและค่าแรงติดตั้งมาตรฐานจะอยู่ที่ประมาณ 2,500 – 4,500 บาทต่อตารางเมตร หรือเตรียมงบรวมไว้ที่ 125,000 – 250,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกรดของไม้เทียมและประเภทโครงสร้างคานรองรับ เพื่อให้ได้พื้นที่สวยทนแดดทนฝนและประหยัดค่าบำรุงรักษาในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม งบประมาณจริงอาจเพิ่มขึ้นได้ตามเกรดของไม้เทียม ระบบโครงสร้างคานรองรับ ความซับซ้อนของพื้นที่หน้างาน การปรับระดับพื้นเดิม และรายละเอียดงานจบขอบ เพื่อให้ได้พื้นระเบียงที่สวย ทนแดด ทนฝน ระบายน้ำได้ดี และลดภาระการดูแลรักษาในระยะยาว
เจาะลึกโครงสร้างราคาไม้เทียม: ราคาตารางเมตรละเท่าไหร่ในปี 2026
เมื่อเราพูดถึงไม้เทียม ราคาตารางเมตรละเท่าไหร่นั้น เราไม่สามารถดูเพียงแค่ราคาแผ่นไม้เพียงอย่างเดียวได้ เพราะการทำพื้นระเบียงภายนอกเป็นงานระบบที่ประกอบด้วยหลายส่วนประกอบสำคัญ ดังนี้
1. ราคาวัสดุไม้เทียม (Material Cost)
วัสดุที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบันคือพื้นไม้เทียม WPC (Wood Plastic Composite) ซึ่งโดดเด่นเรื่องความทนทานต่อความชื้นและปลวก โดยแบ่งเกรดราคาตามโครงสร้างไม้ดังนี้:
- เกรดมาตรฐาน (Hollow Core): รุ่นไม่เคลือบผิว ราคาเฉพาะแผ่นประมาณ 900 – 1,500 บาทต่อตารางเมตร เป็นไม้แบบกลวงที่เหมาะกับงานระเบียงบ้านทั่วไป น้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย
- เกรดไม้ตัน (Solid Core): รุ่นไม่เคลือบผิว ราคาประมาณ 1,800 – 2,500 บาทต่อตารางเมตร ให้ความแข็งแรงสูง รองรับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม เหมาะกับพื้นที่ที่มีการสัญจรบ่อย
- เกรดพรีเมียม (Co-extrusion): รุ่นเคลือบผิว ราคา 3,000 บาทขึ้นไปต่อตารางเมตร มีการหุ้มเลเยอร์ป้องกันพิเศษทำให้สีสวยสดทนทานนานกว่าสิบปี และดูแลรักษาง่าย
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ : นวัตกรรมพื้นไม้เทียม WPC
2. ค่าโครงสร้างและงานระบบรองรับไม้เทียม
การปูพื้นไม้เทียมภายนอกไม่ควรติดตั้งแผ่นไม้ลงบนพื้นปูนโดยตรง เพราะพื้นไม้เทียมต้องมีช่องว่างสำหรับการระบายน้ำ การระบายอากาศ และรองรับการขยายตัวของวัสดุเมื่อเจอแดดและความชื้น
โดยทั่วไป ค่าโครงสร้างและคานรองรับจะขึ้นอยู่กับวัสดุที่เลือกใช้ เช่น
- โครงเหล็กกัลวาไนซ์: เหมาะกับงานที่ต้องการความแข็งแรงสูง รับน้ำหนักได้ดี และใช้งานภายนอกได้ทนทาน ราคาพร้อมงานติดตั้งโครงสร้างโดยประมาณอยู่ที่ 800–1,200 บาท/ตร.ม. ขึ้นอยู่กับระดับพื้นเดิม ระยะยกพื้น และความซับซ้อนของหน้างาน
- โครงไม้พลาสติกหรือโครง WPC: เหมาะกับพื้นที่ที่พื้นปูนเดิมค่อนข้างเรียบ ระดับไม่สูงมาก และต้องการควบคุมงบประมาณ ราคาประมาณ 500–700 บาท/ตร.ม. แต่ควรตรวจสอบความเหมาะสมของพื้นที่ก่อนเลือกใช้งาน เพื่อให้ระบบพื้นมีความแข็งแรงและระบายน้ำได้ดี

3. ค่าแรงติดตั้งไม้เทียมโดยช่างมืออาชีพ
นอกจากค่าวัสดุและค่าโครงสร้างแล้ว อีกหนึ่งต้นทุนสำคัญของงานปูพื้นระเบียงคือ ค่าแรงติดตั้งพื้นไม้เทียม เพราะงานประเภทนี้ต้องอาศัยความละเอียดในการวางแนวไม้ การเว้นระยะรอยต่อ และการจัดระดับพื้นให้เหมาะสมกับการใช้งานภายนอก
โดยทั่วไป ค่าแรงติดตั้งพื้นไม้เทียมมาตรฐานจะอยู่ที่ประมาณ 600–800 บาท/ตร.ม. ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของพื้นที่จริง เช่น ระดับพื้นเดิม ความลาดเอียง การตัดเข้ามุม เสา ผนัง ขอบบันได หรือรายละเอียดงานจบขอบ
งานติดตั้งที่ถูกต้องควรมีการเว้นระยะรอยต่อให้เหมาะสม เช่น
รอยต่อระหว่างหัวไม้ประมาณ 2 มม. และ รอยต่อที่ชนกับผนังปูนประมาณ 5 มม. เพื่อรองรับการขยายตัวของวัสดุเมื่อเจอแดด ความร้อน และความชื้นในระยะยาว
ประมาณการงบประมาณสำหรับพื้นที่ 50 ตารางเมตร
เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมของการเตรียมเงินในกระเป๋า เราได้แบ่งงบประมาณตามเกรดวัสดุสำหรับพื้นที่ 50 ตร.ม. ไว้ดังนี้
ประเภทการตกแต่ง | งบประมาณต่อ ตร.ม. (รวมของ+แรง) | งบรวมพื้นที่ 50 ตร.ม. |
Standard Set (ไม้กลวง + โครงมาตรฐาน) | 2,500 – 2,800 บาท | 125,000 – 140,000 บาท |
Premium Set (ไม้รุ่นไม่เคลือบผิว + โครงกัลวาไนซ์) | 3,500 – 4,000 บาท | 170,000 – 200,000 บาท |
Luxury Set (ไม้ Co-extrusion + โครงกัลวาไนซ์) | 5,000 บาทขึ้นไป | 250,000 บาท++ |
จากตารางจะเห็นได้ว่า ราคาไม้เทียม สำหรับงานพื้นระเบียงภายนอกไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาแผ่นพื้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงระบบโครงสร้าง อุปกรณ์ติดตั้ง ค่าแรง ความซับซ้อนของหน้างาน และเกรดของวัสดุที่เลือกใช้
หากต้องการใช้งานระยะยาว โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องเจอแดด ฝน และความชื้นเป็นประจำ การเลือกพื้นไม้เทียมเกรดพรีเมียมหรือรุ่นเคลือบผิวพิเศษ อาจมีงบเริ่มต้นสูงกว่า แต่ช่วยลดปัญหาการซ่อมบำรุง สีซีด รอยเปื้อน และการเสื่อมสภาพในระยะยาวได้ดีกว่า
เกรดของไม้เทียมมีผลต่อราคาอย่างไร
ราคาไม้เทียมไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดหรือความหนาของแผ่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับ โครงสร้างวัสดุ เทคโนโลยีผิวหน้า ปริมาณเนื้อวัสดุ และระยะเวลารับประกัน ดังนั้นไม้เทียมที่มีหน้าตาคล้ายกัน อาจมีราคาต่อแผ่นหรือต่อตารางเมตรแตกต่างกันค่อนข้างมาก
สำหรับผู้ที่กำลังเปรียบเทียบราคา ควรพิจารณามากกว่าเพียง “ราคาซื้อครั้งแรก” เพราะเกรดของวัสดุมีผลต่อค่าใช้จ่ายในการดูแลและเปลี่ยนวัสดุในระยะยาวด้วย
1. ไม้เทียมรุ่นไม่เคลือบผิว ทำไมราคาจึงต่ำกว่า?
ไม้เทียมแบบดั้งเดิมหรือรุ่นที่ไม่มีชั้นเคลือบผิวพิเศษ มักมีขั้นตอนการผลิตและจำนวนชั้นของวัสดุน้อยกว่า จึงสามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ต่ำกว่าไม้เทียมแบบเคลือบผิว
จุดที่ควรพิจารณาคือผิววัสดุจะสัมผัสกับแสงแดด ความชื้น คราบสกปรก และการใช้งานโดยตรงมากกว่า เมื่อใช้งานในพื้นที่ภายนอกเป็นระยะเวลานาน ลักษณะของสีและพื้นผิวจึงอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามคุณภาพของวัสดุและสภาพแวดล้อม
ไม้เทียมกลุ่มนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการ ควบคุมงบประมาณเริ่มต้น หรือใช้ในพื้นที่ที่ไม่ได้เผชิญสภาพอากาศหนักตลอดเวลา
2. ทำไมไม้เทียม Co-Extrusion จึงมีราคาสูงขึ้น?
ไม้เทียม Co-Extrusion มีขั้นตอนการผลิตเพิ่มเติม โดยสร้างชั้นปกป้องบริเวณผิวของวัสดุร่วมกับแกนไม้เทียมในกระบวนการผลิตเดียวกัน
ชั้นผิวดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือกับปัจจัยที่พบในการใช้งานจริง เช่น
แสงแดดและรังสี UV
ความชื้น
คราบจากอาหารหรือเครื่องดื่ม
รอยจากการใช้งานทั่วไป
การเปลี่ยนแปลงของสีและพื้นผิว
ต้นทุนด้านเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตจึงสูงกว่าไม้เทียมแบบไม่เคลือบผิว ทำให้ราคาจำหน่ายสูงขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม สำหรับพื้นที่ภายนอกที่ใช้งานเป็นประจำ การจ่ายเพิ่มในช่วงแรกอาจช่วยลดภาระด้านการดูแลรักษาหรือการเปลี่ยนวัสดุก่อนเวลาอันควรได้
3. Hollow และ Solid ทำไมราคาต่างกัน?
โครงสร้างภายในของไม้เทียมเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อราคา
Hollow หรือโครงสร้างกลวง มีการออกแบบช่องว่างภายในเพื่อลดปริมาณวัสดุที่ใช้ในการผลิต จึงมีน้ำหนักเบากว่าและสามารถควบคุมต้นทุนได้ดี เหมาะกับงานทั่วไปที่ติดตั้งบนโครงสร้างตามระยะที่ผู้ผลิตกำหนด
ขณะที่ Solid หรือโครงสร้างตัน ใช้วัตถุดิบต่อแผ่นมากกว่า มีเนื้อวัสดุตลอดหน้าตัด จึงมักมีน้ำหนักและต้นทุนสูงกว่า
แต่ไม่ได้หมายความว่า Solid จะเหมาะกับทุกงานมากกว่า Hollow เสมอไป เพราะประสิทธิภาพจริงยังขึ้นอยู่กับ สูตรวัสดุ รูปทรงหน้าตัด ระยะตง ระบบติดตั้ง และมาตรฐานของผู้ผลิต
ดังนั้นการเลือกจากคำว่า “ตัน” หรือ “กลวง” เพียงอย่างเดียว อาจไม่สะท้อนความคุ้มค่าที่แท้จริงของสินค้า
4. Warranty มีผลต่อ Total Cost อย่างไร?
ไม้เทียมที่มีระยะเวลารับประกันยาวมักมีราคาสูงกว่า เนื่องจากผู้ผลิตต้องควบคุมทั้งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขการรับประกันที่กำหนด
เมื่อเปรียบเทียบราคา จึงควรมองในรูปแบบ Total Cost of Ownership หรือค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่เฉพาะราคาวัสดุในวันที่ซื้อ
ตัวอย่างเช่น หากไม้เทียมราคาถูกกว่าต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแล ซ่อม หรือเปลี่ยนเร็วกว่าวัสดุอีกเกรดหนึ่ง ต้นทุนรวมตลอด 10–20 ปีอาจไม่ได้ต่ำกว่าตามราคาที่เห็นในตอนแรก
ในทางกลับกัน การรับประกันระยะยาวก็ไม่ได้หมายความว่าจะคุ้มค่ากว่าโดยอัตโนมัติ ผู้ซื้อควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่า รับประกันเรื่องใด มีข้อยกเว้นอะไร และต้องติดตั้งตามเงื่อนไขใดจึงจะได้รับความคุ้มครอง
สรุป: ราคาไม้เทียมควรดูที่ “สเปกต่ออายุการใช้งาน” มากกว่าราคาต่อแผ่น
หากเปรียบเทียบไม้เทียมต่างเกรด ควรพิจารณาร่วมกันอย่างน้อย 4 เรื่อง ได้แก่ เทคโนโลยีผิวหน้า โครงสร้าง Hollow หรือ Solid ระยะเวลารับประกัน และค่าใช้จ่ายในการดูแลในระยะยาว
ไม้เทียมราคาต่ำอาจเหมาะกับงานที่ต้องควบคุมงบประมาณ ขณะที่ไม้เทียม Co-Extrusion หรือสินค้าที่มีการรับประกันระยะยาวอาจเหมาะกับงานภายนอกหรือโครงการที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการดูแลตลอดอายุการใช้งาน
ดังนั้นก่อนตัดสินใจ ควรเปรียบเทียบ ราคา + สเปก + Warranty + ลักษณะพื้นที่ใช้งาน ควบคู่กัน มากกว่าตัดสินจากราคาต่อตารางเมตรเพียงตัวเลขเดียว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ปูพื้นไม้เทียมทับพื้นดินโดยตรงได้ไหม?
A: ไม่แนะนำ ต้องทำการปรับพื้นและเทปูน หรือทำฐานรากตอกเสาเข็มสั้นก่อน เพื่อป้องกันการทรุดตัวที่จะทำให้ไม้เทียมโก่งตัวเสียหายในภายหลัง
Q: การทำความสะอาดพื้นไม้เทียมยุ่งยากไหม?
A: ง่ายมาก สามารถใช้ไม้ถูพื้นปกติหรือเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดล้างได้เลย วัสดุชนิดนี้ไม่ซับน้ำทำให้แห้งไวและไม่เกิดเชื้อรา
Q: ค่าแรงติดตั้งไม้เทียมคิดอย่างไร?
A:ค่าแรงติดตั้งไม้เทียมโดยทั่วไปจะพิจารณาจาก พื้นที่ติดตั้ง ความซับซ้อนของหน้างาน รูปแบบการวาง ระยะและประเภทของโครงสร้างรองรับ รวมถึงงานตัดเก็บรายละเอียด โดยงานพื้นที่โล่งรูปทรงทั่วไปมักมีต้นทุนติดตั้งต่ำกว่างานที่มีมุม เสา ขั้นบันได งานโค้ง หรือต้องปรับระดับพื้นจำนวนมาก
นอกจากนี้ควรตรวจสอบว่าใบเสนอราคารวมเฉพาะ ค่าแรงปูไม้เทียม หรือรวมงานโครง อุปกรณ์ยึด การขนส่ง และงานเก็บขอบแล้ว เพราะแต่ละโครงการอาจมีขอบเขตงานแตกต่างกัน ดังนั้นการประเมินราคาที่แม่นยำควรอ้างอิงจาก ขนาดพื้นที่และสภาพหน้างานจริง มากกว่าการดูค่าแรงต่อตารางเมตรเพียงอย่างเดียว
การลงทุนกับพื้นที่ระเบียงขนาด 50 ตารางเมตร ด้วยพื้นไม้เทียม ไม่ได้เป็นเพียงการเลือกวัสดุปูพื้น แต่คือการสร้างพื้นที่พักผ่อนที่สวยงาม ใช้งานได้จริง และเพิ่มมูลค่าให้กับตัวบ้านในระยะยาว แม้ว่า ไม้เทียมราคา เริ่มต้นอาจสูงกว่าการปูกระเบื้องหรือพื้นไม้ทั่วไป แต่เมื่อพิจารณาถึงความสวยงามระดับพรีเมียม ความทนทานต่อแดด ฝน และความสะดวกสบายจากการดูแลรักษาที่ง่ายกว่าไม้จริง จะเห็นได้ว่าพื้นไม้เทียมเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับงานระเบียงภายนอกในระยะยาวอย่างแท้จริง
ต้องการเลือกวัสดุสำหรับงานพื้นโดยเฉพาะ สามารถดูรุ่น ขนาด สี และรายละเอียดของ [พื้นไม้เทียม WPC สำหรับภายนอก] ได้ที่ K.S. WOOD
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
ดูสินค้าไม้เทียมWPCทั้งหมดได้ที่นี่
Facebook: www.facebook.com/kswood.thailand
Line ID: @kswood






